แอสโมเดียส (Asmodeus) เป็นหนึ่งในปีศาจที่มีชื่อเสียงและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในตำนานของศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม โดยเฉพาะในตำนานของยุโรปยุคกลาง เขาถูกขนานนามว่า “ราชาแห่งความราคะ” (King of Lust) และเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีอำนาจสูงในนรก
ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดเจ้าชายแห่งนรก (Seven Princes of Hell) ซึ่งแต่ละตนเป็นตัวแทนของบาปมหันต์ทั้งเจ็ด โดยแอสโมเดียสเป็นตัวแทนของ “ราคะ” หรือ “Lust” ที่เป็นหนึ่งในบาปต้นกำเนิดของมนุษย์
ตำนานของแอสโมเดียสเริ่มปรากฏชัดในคัมภีร์ *โทบิท* (Book of Tobit)
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลฉบับคาทอลิก เล่าถึงหญิงสาวนามว่า “ซาราห์” (Sarah) ผู้ที่แต่งงานถึงเจ็ดครั้ง แต่สามีของเธอทุกคนกลับถูกฆ่าตายโดยปีศาจแอสโมเดียสก่อนเข้าหอ แอสโมเดียสตกหลุมรักซาราห์อย่างรุนแรงจนเกิดความหึงหวงและไม่ยอมให้ใครได้ครอบครองเธอ ในที่สุด
เทพเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์ “ราฟาเอล” (Raphael) ลงมาช่วยเหลือ โดยใช้ตับและหัวใจของปลาสร้างควันศักดิ์สิทธิ์ขับไล่แอสโมเดียสออกไป และกักขังเขาไว้ในทะเลทรายอียิปต์ เรื่องนี้สะท้อนถึงความเชื่อของชาวยิวโบราณเกี่ยวกับพลังของปีศาจที่สามารถครอบงำจิตใจมนุษย์ด้วยความใคร่และความหลงใหล
ในวัฒนธรรมคริสต์ยุคต่อมา แอสโมเดียสได้รับการกล่าวถึงในหนังสือเกี่ยวกับปีศาจหลายเล่ม
เช่น Ars Goetia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ The Lesser Key of Solomon หนังสือเวทมนตร์ยุคกลางที่รวบรวมรายชื่อปีศาจ 72 ตนที่กษัตริย์โซโลมอนเคยเรียกใช้ แอสโมเดียสถูกระบุว่าเป็นปีศาจผู้ปกครอง “72 กองทัพนรก”
และมีรูปลักษณ์อันน่าสะพรึง เขามักปรากฏกายเป็นชายรูปร่างยักษ์ มีสามหัว—หัวของมนุษย์ หัวของแกะ และหัวของวัว—นั่งบนมังกรขนาดใหญ่ มือข้างหนึ่งถือหอกหรือดาบ และอีกข้างหนึ่งถือสัญลักษณ์แห่งไฟ ซึ่งเป็นพลังของความเร่าร้อนและราคะ
ในมิติของสัญลักษณ์ แอสโมเดียสไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของราคะทางเพศเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความหลงใหลจนขาดเหตุผล” ทั้งในรูปของความรัก โลภะ หรือความต้องการอำนาจ เขาถูกมองว่าเป็นปีศาจที่ทำให้มนุษย์สูญเสียการควบคุมตนเอง
และใช้ความปรารถนาเป็นเครื่องมือในการล่อลวงให้หลงผิด นักบวชและนักปราชญ์ในยุคกลางเชื่อว่า แอสโมเดียสจะเข้าครอบงำจิตใจของผู้ที่อ่อนแอต่อสิ่งยั่วยวน และผลักดันให้พวกเขากระทำบาปทางกามารมณ์
ในศิลปะยุโรปยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา แอสโมเดียสมักถูกวาดในรูปของชายรูปงามที่มีดวงตาแวววาว มีปีกของมังกรและหางยาว บางภาพเขาถูกวาดในลักษณะยั่วยวนหรืออยู่ท่ามกลางหญิงสาว
เพื่อสื่อถึงพลังแห่งความเร่าร้อนที่ไม่อาจต้านทานได้ ตำนานของเขามีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหลายเรื่อง เช่น Paradise Lost ของจอห์น มิลตัน และ The Divine Comedy ของดันเต อาลีกีเอรี ซึ่งกล่าวถึงปีศาจผู้ตกจากสวรรค์และกลายเป็นตัวแทนของราคะ
แม้ในยุคปัจจุบัน แอสโมเดียสยังคงปรากฏในวัฒนธรรมสมัยนิยม ทั้งในภาพยนตร์ เกม และนวนิยาย เขามักถูกนำเสนอในบทบาทของปีศาจผู้ล่อลวง หรือเทพบุตรแห่งความปรารถนา ผู้ซึ่งสามารถให้ความสุขได้เพียงชั่วคราวแต่แลกมาด้วยวิญญาณของมนุษย์
สนับสนุนโดย เครื่องช่วยฟังราคาเท่าไหร่